สารานุกรมนก

ข้อมูล ลักษณะ พฤติกรรม และแหล่งที่อยู่อาศัยของนก นกแก้ว, นกเขาชวา, นกเอี้ยง, นกเค้าแมว, นกหัวขวาน, นกอินทรีย์, นกกระสา, นกยาง, นางนวล, เหยี่ยว, ไก่ฟ้า, นกเขา, นกเค้า, นกเงือก, นกแอ่น, นกนางแอ่น, นกแซงแซว, นกขมิ้น, นกกระจ้อยและนกกระจิ๊ด, นกกางเขน, นกกระจอก, นกกระจาบ, นกปรอดหัวโขน

นกเงือก เป็นนกที่ใกล้สูญพันธุ์แล้วในประเทศไทย นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขัง ตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก

นกคีรีบูนเป็นนกเลี้ยงในกรงชนิดหนึ่ง ที่บรรดาผู้นิยมเลี้ยงนกเลี้ยงกันทั่วไปจำนวนมาก มีกำเนิดดั้งเดิมที่เกาะแคนารี
ฉะนั้นนกคีรีบูนนี้จึงมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Canaries ซึ่งก็แปลว่าสีเหลืองอันสดสวย และก็เป็นคำหมายทั่ว ๆ
ไปดุจเดียวกัน แต่อันแท้ที่จริงแล้วสีสันของนกคีรีบูนป่าตามธรรมชาติไม่ได้ใกล้เคียงกับสีเหลืองเสียเลย
สีของนกที่นักเดินเรือชาวสเปนนำมาจากเกาะแคนารีเมื่อแรกเริ่มเดิมทีนั้นเป็นสีเขียวแกมเทามิได้มีสีอย่างเช่นปัจจุบันนี้เลย

นกคีรีบูนเมื่อยังอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ตามปกติไม่ชอบอากาศร้อนนัก เมื่ออากาศเริ่มร้อนนกคีรีบูน
จะอพยพไปสู่บริเวณเขตเขา ซึ่งอากาศนุ่มนวลเย็นสบายกว่า แต่เมื่ออากาศหนาวจัดก็กลับลงมาสู่ที่ราบอีก

นกคีรีบูน Canaries ขอบคุณรูปภาพจาก sanook.com

นกคีรีบูนเป็นนกปากแข็งกินเมล็ดพืช และก็กินอาหารได้หลายอย่าง เช่น เมล็ดเร๊ป เมล็ดแคนารี เมล็ดป่าน เป็นต้น
นอกนั้นยังชอบกินอาหารผักสด เช่น ผักกาดหอม ซิควีด เป็นต้น สิ่งสำคัญควบคู่กันไปกับอาหารคือ กระดองปลาหมึก
อีกทั้งเม็ดกรวดทรายขนาดเล็ก เพื่อช่วยบดย่อยอาหารในกึ๋นและสิ่งสำคัญที่สุดคือ น้ำสะอาด
การกินน้ำของนกคีรีบูนไม่ได้ดื่มแล้วชูขึ้นไปเหมือนนกบางชนิด เมื่อนกคีรีบูนอาบน้ำ, มันจะจุ่มหัวลงไปในน้ำ
แล้วเอาปีกตีน้ำเหมือนหนึ่งว่าจะให้ตัวของมันเปียกน้ำอย่างเต็มที่ เมื่อเป็นการเรียบร้อยมันจึงขึ้นจากน้ำ สะบัด
และไซร้จนกระทั่งขนแห้ง แล้วโผขึ้นสู่คอนตกแต่งขนต่อไป ขาและนิ้วของนกคีรีบูนมีเกล็ดกำบังอยู่
แต่นิ้วของมันก็ยาวและมีกรงเล็บโค้งงอไม่มีพละกำลังแข็งกล้าอะไรนัก เมื่อมายืนอยู่บนพื้นเรียบ ๆ
ก็ดูเหมือนจะไม่มีความมั่นคงอย่างใดเลย ฉะนั้นนกคีรีบูนจึงชอบที่จะเกาะคอนอยู่ตลอดเวลา

เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์นกคีรีบูนก็จะเข้าคู่กันสืบขยายพันธุ์ แต่ถ้านกคีรีบูนผู้ไม่พอใจในคู่นักตัวเมียก็จะแสดงการข่มขู่ เช่น
จะใช้ปากและปีกจิกตีตัวเมียอยู่ตลอดเวลา ความสำเร็จในการผสมพันธุ์จะลุล่วงไป เมื่อนกทั้งสองมีความพอใจซึ่งกันและกัน
ก็จะแสดงอาคารรักใคร่ ซึ่งมีพิธีตองอยู่มาก กล่าวคือ มีการป้อนอาหารให้กันและกัน รวมทั้งการแสดงกิริยาร่าเริงแจ่มใส
รวมทั้งการขยับปีกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากนกทั้งสองแสดงความพอใจเช่นนี้ การผสมพันธุ์ก็จะลงเอยด้วยความเรียบร้อย

สำหรับการสร้างรังวางไข่ของนกคีรีบูนที่มันจัดสร้างขึ้นตามธรรมชาติไม่สู้จะเรียบร้อยนัก คือแล้วแต่มันจะหาอะไรได้
ฉะนั้นรังจึงรกไปด้วยใบไม้ และใบหญ้า ส่วนการวางไข่ของนกคีรีบูนนั้นก็จะวางไข่ครั้งละ 3-5 ฟอง ไข่จะมีสีฟ้าอ่อน ๆ
มีจุดสีน้ำตาลแกมแดงอ่อน ๆ ทั่วไป ระยะเวลาฟักไข่ประมาณ 13-14 วัน ลูกนกคีรีบูนเมื่อออกใหม่ก็เหมือนลูกนกทั่วไป
ลูกนกจะกินอาหารของแม่ที่ย่อยแล้ว โดยคายอาหารในกระเพาะมาให้กินอีกครั้งหนึ่ง
ลูกนกจะเจริญเติบโตสามารถช่วยตัวเองได้และบินออกจากรัง เมื่อมีอายุ 1 เดือนขึ้นไป
ส่วนในนกคีรีบูนตัวผู้ก็จะช่วยนกตัวเมียกกไข่และหาอาหารมาเลี้ยงลูกนกเช่นกัน

ตามปกตินกคีรีบูนมักจะหาโอกาสร้องเพลงเสมอ เมื่อมันจะร้องเพลงจะมีกริยาเบิกบานเต็มที่ ตั้งตัวตรง
ผวะหัวไปเบื้องหลังดุจดั่งนักร้องดังที่ยื่นอยู่บนเวทีต่อหน้ามหาชน
ซึ่งนกคีรีบูนนี้จะมีความสามารถในการร้องเพลงมากน้อยต่างกันไป

สำหรับประวัติความเป็นมาของการนำเอานกคีรีบูนมาเลี้ยงนั้นมีกล่าวไว้ว่า เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว
ได้มีการติดต่อค้าขายโดยตรง เรือจากประเทศสเปนมายังอัฟริกา ปรากฏว่าเรือดังกล่าวมีสาเหตุต้องมาล่มแถว
บริเวณหมู่หินของเกาะแคนารี อันตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอัฟริกาบรรดานักเดินเรือชาวสเปน
จึงได้ขึ้นพักอาศัยอยู่บนเกาะนี้จนกว่าจะมีหนทางกลับ ซึ่งบรรดานักเดินเรือทั้งหลายนี้ก็คงจะมีนิสัยชอบรักสัตว์เลี้ยง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกนก และคงหันมาสนใจในนกชนิดนี้ที่มีเสียงร้องไพเราะ และตนไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน
เมื่อได้พลัดถิ่นมาอยู่เช่นนี้จึงใช้เวลาเสาะแสวงหาเลือกนกที่ร้องเสียงดีนี้ ซึ่งในนกตัวผู้จะมีสีเขียวสด
และตัวเมียจะสีจางปนเทาเล็กน้อย เมื่อได้พบว่านกเหล่านี้มีเสียงร้องที่ไพเราะผิดจากนกในสเปนครั้น
เมื่อสามารถหาหนทางกลับได้แล้วจึงจับใส่กรงที่ทำด้วยกิ่งไม้เล็กและหญ้ายาว ๆ นำกลับไปประเทศของตน
และตั้งชื่อมันตามชื่อที่อยู่ดั้งเดิม ต่อมานกชนิดนี้ก็ได้ความนิยมเผยแพร่พันธุ์ไปทั่วยุโรป
จะมีพบได้ทุกหนทุกแห่งเพราะเลี้ยงง่ายทั้งสองสวยงาม รูปและเสียงเพลงอันไพเราะ
จนได้รับสมยาว่า ราชาแห่งเพลง (King of Songsters)

แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้น การเอานกคีรีบูนมาเลี้ยงกันก็เพื่อฟังการร้องเพลงอันไพเราะเพียงประการเดียว
มิได้สนใจกับสีสันความสวยงามอย่างใด

สำหรับการผสมพันธุ์นกคีรีบูนให้มีสีสันต่าง ๆ นี้ เพิ่งรู้กันเมื่อเริ่มต้นศตวรรษนี้เอง เรื่องนี้อาจนับเป็นอุบัติเหตุก็ได้
ที่มีนักเลี้ยงนกคีรีบูนในฮอลแลนด์คนหนึ่งชื่อ เฮลเดอร์ สามารถผสมนกคีรีบูนตัวหนึ่งมีสีแปลกประหลาดไปจากนกตัวอื่น
เฮลเดอร์ ได้เรียกนกตัวนี้ว่า นกคีรีบูนสีโมรา (Agace Canary) ทั้งนี้เพราะว่านกคีรีบูนนี้มีสีเหลืองกับหินโมรานั่นเอง
แต่มิช้าก็ค้นพบความจริงว่าการที่นกคีรีบูน กลายเป็นสีเช่นนี้ได้ก็เพราะมีการลดสีพื้นฐานลงไป
จากหลักการนี้เองจึงได้นำเอาไปผสมพันธุ์เกิดสีสันใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://student.nu.ac.th/tippayarat/Home2.htm

เหยี่ยวแดง (อังกฤษ: Brahminy Kite หรือ Red-backed Sea-eagle) เป็นนกล่าเหยื่อขนาดกลางในวงศ์ Accipitridae สามารถพบได้ในอนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ประเทศออสเตรเลีย

พฤติกรรม

เหยี่ยวแดงชอบบินอยู่ตัวเดียวหรือ เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพบอาหารมันจะบินเป็นวงกลม พร้อมกับบินดิ่งควงลงมา โฉบอาหารนั้นขึ้นไปกินบนต้นไม้สูงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ อาหารได้แก่ กบ เขียด งู นก แมลง หนู ลูกเป็ด ลูกไก่ สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เหยี่ยวแดง ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ทำรังตามกิ่งไม้ใกล้แหล่งน้ำ วางไข่ครั้งละ 2 – 4 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่นาน 29 – 31 วัน

ลักษณะ

เหยี่ยวแดงมีสีที่ตัดกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งตัวจะมีสีน้ำตาลแดงยกเว้นที่หัวและอกมีสีขาว ปลายปีกมีสีดำ ขามีสีเหลือง ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้มีความยาวจากปลายปีกจดปลายหาง 51 ซม. ตัวผู้ยาว 43 ซม. นกวัยอ่อนมีสีน้ำตาลแกมดำคล้ายกับเหยี่ยวดำ แต่มีสีจางกว่า ปีกสั้น และ หางมน

เหยี่ยวแดงมีขนาดพอๆกับเหยี่ยวดำและมีลักษณะการบินที่คล้ายกันจากมุมปีก แต่มันมีปลายหางมนเหมือนกับนกในสกุล Milvus ขณะที่เหยี่ยวดำมีหางเป็นแฉก นกทั้งสองสกุลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก

การกระจายพันธุ์และสถานะการอนุรักษ์

เหยี่ยวแดงสามารถพบได้ในประเทศศรีลังกา, ประเทศอินเดีย, ประเทศปากีสถาน, ประเทศบังกลาเทศ, และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางใต้ไปได้ไกลถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์, ประเทศออสเตรเลีย เป็นนกประจำถิ่น แต่อาจมีการย้ายถิ่นตามฤดูกาลตามปริมาณน้ำฝนในบางบริเวณของพิสัย

ส่วนใหญ่จะพบในที่ราบแต่บางครั้งพบที่ระดับความสูง 5000 ฟุตในเทือกเขาหิมาลัย

เหยี่ยวแดงถูกประเมินเป็นความเสี่ยงต่ำในบัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ นกชนิดนี้มีแนวโน้มที่จะลดจำนวนลง อย่างเช่นใน ชวา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นกร่อนทะเลหางแดง หรือ นกนวลหางยาว (อังกฤษ: Red-tailed Tropicbirdis) เป็นนกทะเลที่พบในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในกลุ่มนกร่อนทะเลที่พบเห็นได้ยากแต่ยังมีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้างจึงยังไม่จัดว่าถูกคุกคาม อยู่เป็นอาณานิคมทำรังวางไข่บนเกาะกลางทะเล

พฤติกรรมและการกระจายพันธุ์

นกร่อนทะเลหางแดงทำรังบนเกาะในมหาสมุทรเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่จากหมู่เกาะฮาวายถึงเกาะอีสเตอร์และข้ามไปถึงประเทศมอริเชียสและเรอูนียง มีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง เคยมีการพบนกที่ใส่ห่วงขาจากฮาวายไกลถึงประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์ มีพิสัยจากทะเลแดงถึงประเทศนิวซีแลนด์และประเทศชิลี

นกมักเลือกอะทอลล์เป็นที่ทำรัง โดยทำรังใต้พุ่มไม้ (หรือร่องหินปูน) นกร่อนทะเลหางแดงหากินไกลฝั่งตัวเดียว ว่ายน้ำ ดำน้ำได้ กินปลาเป็นอาหาร ส่วมมากเป็นปลาบินและหมึก

ลักษณะ

นกร่อนทะเลหางแดงคล้ายนกนางนวลแกลบและมีลักษณะใกล้เคียงกับนกร่อนทะเลอีก 2 ชนิดที่เหลือ ยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 46.0-48.0 ซม.นกที่โตเต็มวัยแล้วมีขนหางคู่กลางยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก ปากหนาแหลมและแข็งแรง แบนข้าง สันปากบนโค้งลงเล็กน้อย ขอบปากบนหยักเป็นฟันเลื่อย ความยาวของปากไล่เลี่ยกับความยาวของหัว หัวโต คอสั้น ใต้คอเป็นหนังเปลือยเปล่า รูจมูกเป็นรูปรี

ปีกยาว แข็งแรงและปลายปีกแหลม หางเป็นรูปลิ่ม ขนปลายปีกมี 11 เส้น ขาสั้นและอยู่ค่อนไปทางด้านท้ายของลำตัว นิ้วเท้าทั้งสี่หันไปข้างหน้าและมีแผ่นพังผืดขึงระหว่างนิ้วทั้งสี่ตลอดความ ยาวของนิ้ว แต่นิ้วที่ 1 (นิ้วหัวแม่เท้า) อยู่สูงกว่านิ้วอื่น เล็บโค้งแหลมคมโผล่พ้นแผ่นพังผืดออกมา

ลำตัวสีขาวอาจปนสีชมพูจางๆ ขนหางคู่บนสุดยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก สีชมพูเข้มหรือแดง มีแถบสีดำขวางปากทางด้านหน้าของรูจมูก ม่านตาสีน้ำตาลเข้ม มีแต้มสีดำที่โคนปีกและสีข้าง และมีแถบสีดำพาดผ่านตา ขาและโคนนิ้วเท้าสีฟ้าอ่อน ที่เหลือสีดำ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นกชนหิน (Helmeted Hornbill) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก พบในประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว

ลักษณะ

นกเงือกชนิดนี้มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ ตรงที่สันบนจะงอยปากใหญ่หนาเนื้อในสีขาวคล้ายงาช้าง และมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่น ๆ ออกไปมากถึง 50 เซนติเมตร นกตัวผู้มีขนาดลำตัวยาวจากปลายจะงอยปากถึงปลายขนหาง 127 เซนติเมตร ขนลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบสีดำพาดขวาง และปลายปีกสีขาวเป็นแถบกว้าง จะงอยปากตอนโคน และบนสันสีแดงคล้ำ ตอนปลายสีเหลืองเรื่อๆ บริเวณลำคอที่ไม่ขนในนกตัวผู้จะมีสีแดงคล้ำ ส่วนนกตัวเมียจะมีสีฟ้าซีดหรือสีฟ้า แต่นกวัยอ่อนเพศผู้ ลำคอจะมีสีแดงเรื่อ ๆ และนกเพศเมียหนังส่วนนี้จะเป็นสีม่วง นอกจากนี้สันบนจะงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางยังเจริญไม่เต็มที่ มีลักษณะสั้นกว่านกโตเต็มวัย

อุปนิสัย

ปกติจะหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำรังในต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่นๆ นกชนหินมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยนกตัวผู้จะร้องติดๆกันดัง ตู๊ก…ตู๊ก ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดต่อกันยาวเสียงร้องจะกระชั้นขั้นตามลำดับ เมื่อจะสุดเสียงเสียงร้องจะคล้ายเสียงหัวเราะประมาณ 4-6 ครั้งเมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร

ถิ่นอาศัยและการกระจายพันธุ์

นกชนหินเป็นนกประจำถิ่นที่พบในป่าดิบชิ้นระดับต่ำ พบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีลงมาทางใต้จนถึงประเทศมาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว

สถานการอนุรักษ์

ปัจจุบันนกชนหินจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และอนุสัญญาไซเตส จัดเอาไว้ในบัญชีที่ 1 นกชนหินถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาสันบนจะงอยปากบนไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงมาก และจากการสูญเสียแหล่งอาศัย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกบริเวณที่อาศัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นกหงส์หยก

นกหงส์หยก (อังกฤษ: Budgerigar) เป็นนกขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ นกหงส์หยก อยู่ตามทุ่งหญ้าทั่วไปในออสเตรเลีย ปัจจุบันมักเรียกสั้นลงว่า บั๊ดจี้ส์ (Budgies) และ Parakeet ก่อนหน้ามีผู้เข้าใจ ว่านกนี้อยู่ในจำพวก Lovebird แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าเป็นคนละชนิดกัน ชื่อเรียก Budgerigar เป็นชื่อซึ่งเพี้ยนมาจากสำเนียงพื้นเมืองในออสเตรเลียที่เรียกว่า Betcherrygah แปลว่าอาหารดี หรือกินอร่อย บุคคลแรกที่ได้ศึกษาและนำเรื่องราวในฐานะเป็นนกใหม่ เป็นนักสัตวศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ กูลด์ (Gould) ซึ่งได้เข้าไปศึกษาชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ต่างๆ ในออสเตรเลีย เมื่อ 110 ปีที่แล้ว

ชนิดและสี

สีขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของนกหงส์หยกชนิดธรรมดาได้แก่ สีเขียว(Green) สีฟ้า(Blue) สีเหลือง(Yellow) และขาว สีที่กล่าวมาแต่ละสีมีชื่อเรียกแยกออกไปตามความอ่อนแก่ของ สี โดยแยกเป็นน้ำหนักสีคือ อ่อน , กลาง และ แก่

นอกจากสีธรรมดาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอีก 3 ชนิดที่ควรทราบคือ

* โอแพล์ลิน (Opaline) ชนิดสีนี้มิได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นสีใดโดยเฉพาะ แต่จะมีลักษณะเป็น ที่สังเกตุดังนี้ บนคอ ใต้คอ และตรงขอบปีกติดกับไหล่จะไม่มีลายหรือจุด และจะต้องมีสีเหมือนกับ สีของลำตัว สีพื้นของปีก(มีลาย) ก็มีสีประมาณเป็นสีเดียวกับลำตัวเช่นเดียวกัน (นกชนิดธรรมดา ตัวเขียวจะมีหัวเหลือง ใต้คอเหลือง มัจุด 6 จุด และพื้นปีกก็เป็นสีเหลือง)
* เผือก อัลบิโนส์ (Albinos) ลักษณะที่สังเกตคือ สีตลอดตัวจะประมาณได้เป็นสีเดียว เริ่ม ตั้งแต่ขาวปลอดทั้งตัวหรือมีสีค่อนไปทางสีฟ้า
* ลูติโนส์ (Lutinos)เป็นนกที่มีสีเหลืองปลอด หรือมีสีค่อนไปทางเขียวทั้ง 2 ชนิด คือขาว และเหลืองนี้ ลักษณะสำคัญที่เห็นได้ชัดคือต้องมี นัยน์ตาสีแดง

ลักษณะ

นก หงษ์หยก เป็นนกที่มีขนาดเล็ก มีลวดลาย และสีสันที่สวยงาม และสามารถแยกออกเป็นหลายพันธุ์ในตระกูลเดียวกัน นกหงษ์หยกเป็นนกที่ชอบแต่งตัวและรักสะอาด ชอบแต่งขนหน้ากระจก เราควรมีกระจกให้แก่นกด้วย โดยให้กระจกเหมาะสมกับจำนวนของนก บางครั้งเราควรที่ใช้ฟร็อคกี้ หรือ ที่ฉีด ฉีดน้ำให้เป็นฟอยๆกระจาย นกจะมาเล่นน้ำเพื่อทำความสะอาดขน และก็จะแต่งขน ซึ่งจะทำให้นกมีขนที่สวยงาม

การดูเพศนก

การดูเพศของนกนั้นไม่ยากเลย สามารถที่จะสังเกตได้ ไม่ยาก โดยดูที่จมูกของนก ในนกตัวผู้เมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกนกจะเป็นสีฟ้าเข้ม และในนกตัวเมียนั้นจมูกของนกเมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกของนกจะมีสีออกเป็นสีเนื้อหรือสีน้ำตาลเข้ม สีดังกล่าวจะ เข้มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออยู่ในระยะผสมพันธุ์

นกหงษ์หยกจะจับคู่เมื่อมันพร้อมที่จะผสมพันธุ์ โดยสังเกตได้จาก นกอยู่กันเป็นคู่ ไซร้ขนให้กัน จะคอยป้อนอาหารให้กัน

นก หงษ์หยกสามารถเลี้ยงดูได้ง่าย ส่วนมากนิยมเลี้ยงกันในกรงขนาดใหญ่พอที่ นกสามารถบินได้ และต้องมีขนาดให้พอเหมาะกับจำนวนของนกด้วย ตำแหน่งการตั้งกรงนั้นไม่ควร ตั้งไว้ในที่ๆมีอากาศร้อน หรือที่มีลมโกรกมาก ควรไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อาหารและน้ำของต้องมีให้นกกินทุกวัน และควรเปลี่ยนอาหารและน้ำทุกวัน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอาจเป็นแหล่งเพราะโรค ของนกได้

โดย ธรรมชาติ นกหงส์หยกจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ฉะนั้นถ้าเลี้ยงรวมในกรงใหญ่ เครื่องเล่นต่างๆอาจ ไม่จำเป็น แต่ถ้าเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือคู่เดียว เครื่องเล่นต่างๆก็ไม่อาจมองข้าม นอกจากอุปกรณ์เช่น ถ้วย หรือจานสำหรับใส่อาหาร น้ำ ผัก ทราย ที่ทุกกรงจะขาดไม่ได้และควรมี และ Clofood (อาหารที่มี ส่วนผสมของขนมปัง ไข่ และธาตุที่มีประโยชน์อื่นๆ)

อาหารของนกหงส์หยก

* ข้าวฟ้าง คืออาหารหลักของนกหงษ์หยก ซื้อได้ตามร้านค้าทั้วไปปัจจุบันอยู่ที่ ราคาประมาณ ถุงละ 20 บาท เป็นเมล็ดพืชเมล็ดเล็ก ๆ ควรซื้อแบบที่แบ่งขายใส่ถุง มากกว่า เพราะจะทำให้อาหารดูสด และป้องกันฝุ่นได้
* เมล็ดกวด แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนกเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผู้เขียน คิดว่าสำคัญมากเพราะเมล็ดกวดหรือแคลเซียม(กระดองปลาหมึก)จะช่วยย่อยอาหาร ในลูกนกถ้าขาดของพวกนี้อาจจะมีอาการผิดปกติ ไม่แข็งแรง หรือตายได้ เมล็ดกรวด อาจจะนำมาจากทรายก็ได้แต่ควรล้างด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) อาจจะหาซื้อได้ในร้านที่ขายนกร้านใหญ่ หรืออาจจะหาซื้อได้ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาไม่หน้าแพงมาก ขายอยู่ที่ราคาประมาณ อันละ 5 บาทซึ่งมีขนาดใหญ่
* ผักใบเขียว เป็นตัวบำรุง นกที่สำคัญ เช่น กระหล่ำดอก คะน้า ผักกาดเขียว ผักบุ้ง เป็นต้น และต้องล้างให้สะอาดด้วยเพื่อป้องกันยาฆ่าแมลง
* น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่นกจะขาดไม่ได้เลย ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะถ้านกที่เป็นโรคขี้ลงไปอาจทำให้เป็นที่เพาะเชื้อโรค ถ้านกตัวอื่นกินเข้าไปอาจพากันติดกันหมดทั้งกรงได้

การผสมพันธุ์

ใน การผสมพันธุ์ของนกนั้น เราจำเป็นต้องหาพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง และที่สำคัญ ไม่ควรนำนกจากครอกเดียวกันมาผสมกัน เพราะจะทำให้สายเลือดชิดกัน ทำให้ลูกนกที่ได้จะไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย และอาจตายตั้งแต่อยู่ในรัง

นกหงส์หยกจะวางไข่ ได้ทุกฤดูกาล การสังเกตว่านกพร้อมและอยู่ในระยะของการผสมหรือไม่นั้นคือ นกตัวเมียและตัวผู้จะบินคู่ตามกับไป ถ้าอยู่ในกรงที่เลี้ยงรวมกันมาก นกทั้งคู่จะปลีกตัวออกจาก นกตัวอื่นๆ และบินไปเกาะเคล้าเคลียส่งเสียงร้องอยู่มุมใดมุมหนึ่งของกรง นกตัวผู้จะเริ่มหัดขยอกอาหารออก จากปากเลี้ยงดูนกตัวเมีย และเมื่อนกตัวผู้บินออกห่าง นกตัวเมียจะส่งเสียงร้องเรียก นกหงส์หยกจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 1 ปี หรือ เมื่อนกตัวเมียอายุได้ 11 เดือน ตัวผู้อายุ 10 เดือน ทั้งนี้แล้วแต่สุขภาพของนก

เรา ควรหารัง เพื่อให้นกเข้าไปวางไข่ รังนก มี 2 แบบ คือ แบบกล่องไม้ ซึ้งมีเนื้อนิ่มประกอบเข้าเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 5 1/2″ยาวประมาณ 7 1/2″ และสูงประมาณ 6-7 นิ้ว ด้านหน้าจะมีรูกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2″-2″ เพื่อเป็นทางเข้าออกของแม่นก ต่ำกว่ารูลงประมาณ 2″ จะมีคอน เล็กๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2″ เสียบติดยื่นออกมาประมาณ 4″ พื้นตอนในของรังฟักควรขุดเป็นแอ่ง กลมมีความเรียบลึกขนาดพอสมควรแอ่งนี้จะช่วยให้ไข่อยู่รวมกัน ไม่กะจัดกะจาย และรังอีกแบบหนึ่งคือ แบบลูกมะพร้าว ขอแนะนำให้ใช้ลูกมะพร้าว เพราะจะทำให้นกรูปทรงดีขาไม่ถ่าง เมื่อเทียบกับการใช้กล่องไม้ แต่ข้อเสียของลูกมะพร้าวคือ การทำความสะอาดจะลำบากเมื่อมีน้ำเข้า จะไปผสมกับ ขี้นก เมื่อแห้งมันจะแข็งถ้ามีลูกนกอยู่ด้วยจะทำให้ลูกนกติดอยู่กับในนั้นด้วย ก็เปรียบเหมือนปูนซีเมนต์ ดี ดี นี่เอง ภายในแอ่งนอกจากความ เรียบร้อยแล้ว หญ้าหรือฟางรองรัง ไม่เป็นสิ่งที่นกหงส์หยกพึงปรารถนาเลย

เมื่อ นกผสมพันธุ์กัน แล้วประมาณ 8 วันนกจะวางไข่ใบแรก และจะวางไข่ใบต่อไป แบบวันเว้นวัน ในแต่ล่ะครอกนกจะวางไข่เฉลี่ยประมาณ 4-8 ฟอง หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่ความสมบูรณ์ของนก จากนั้นประมาณ 18-20 วันลูกนกก็จะเริ่มใช้ปากจิกเปลือกไข่ออกมา

ลูก นกจะเริ่มโผล่ออกมาจากรังเมื่อมีอายุประมาณ 4-5 สัปดาห์ ช่วงนี้ขนนกจะขึ้นเต็มที่ ช่วงนี้อย่าพึ่งแยกลูกนกออกจากกรง ปล่อยให้พ่อและแม่นกป้อนอาหารให้ อีกประมาณ 7 วันจึงแยกมันออก ก่อนลูกนกตัวสุดท้ายจะออกจากรัง แม่นกจะเริ่มวางไข่ ชุด ต่อไป ถ้ารังนั้น ยังมีสภาพดีอยู่

ยารักษาโรค

ท้องเสีย — ใช้ยา parastop ซองสีฟ้า ควรให้สัก 7 วันให้ครบโดส ระวังปริมาณอย่าใส่มากเกินควรดูตามซองระบุมา หรือ ยาซุปเปอร์เบิร์ด เป็นหลอด หยอดใส่ปากหยดสองหยดเดี๋ยวก็หาย ถ้าเป็นมาอาเจียนด้วย ก็ผสมผงเกลือแร่ใส่น้ำใส่แต่น้อยนะครับให้กิน บางตัวเป็นจนเท้าซีดผอมเกือบหมดแรงแล้ว ถ้าไม่ยอมรับอาหารและยาก็คงต้องจับหยอดกันทีละนิดละหน่อยตรงมุมปากถ้าขาดน้ำ มากๆจะแย่
หนังสืออ้างอิง เรื่องนกหงส์หยก

1. ช้างน้อย. นกหงส์หยก / ช้างน้อย. กรุงเทพฯ : ชมรมผู้นิยมนกกรุงเทพฯ’33, [253-?]
2. ช้างน้อย. นกหงส์หยก / โดย ช้างน้อย. นนทบุรี : ฐานเกษตรกรรม, 2542
3. สกุณา. ตำราเลี้ยง-ผสมพันธุ์ และฝึกนกหงส์หยก / สกุณา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียงธรรม ประทีป, 2522

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/article/poultry/l_bir/zebra_parakeet_n.htm