<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สารานุกรมนก</title>
	<atom:link href="http://www.birdencyclopedias.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.birdencyclopedias.com</link>
	<description>ข้อมูล ลักษณะ พฤติกรรม และแหล่งที่อยู่อาศัยของนก นกแก้ว, นกเขาชวา, นกเอี้ยง, นกเค้าแมว, นกหัวขวาน, นกอินทรีย์, นกกระสา, นกยาง, นางนวล, เหยี่ยว, ไก่ฟ้า, นกเขา, นกเค้า, นกเงือก, นกแอ่น, นกนางแอ่น, นกแซงแซว, นกขมิ้น, นกกระจ้อยและนกกระจิ๊ด, นกกางเขน, นกกระจอก, นกกระจาบ, นกปรอดหัวโขน</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Nov 2011 21:11:21 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เหยี่ยวแดง &#8211; Red-backed Sea-eagle</title>
		<link>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-backed-sea-eagle.html</link>
		<comments>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-backed-sea-eagle.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Nov 2011 21:11:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TenTen</dc:creator>
				<category><![CDATA[เหยี่ยว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.birdencyclopedias.com/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[
เหยี่ยวแดง (อังกฤษ: Brahminy Kite หรือ Red-backed Sea-eagle) เป็นนกล่าเหยื่อขนาดกลางในวงศ์ Accipitridae สามารถพบได้ในอนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ประเทศออสเตรเลีย
พฤติกรรม

เหยี่ยวแดงชอบบินอยู่ตัวเดียวหรือ เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพบอาหารมันจะบินเป็นวงกลม พร้อมกับบินดิ่งควงลงมา โฉบอาหารนั้นขึ้นไปกินบนต้นไม้สูงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ อาหารได้แก่ กบ เขียด งู นก แมลง หนู ลูกเป็ด ลูกไก่ สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เหยี่ยวแดง ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ทำรังตามกิ่งไม้ใกล้แหล่งน้ำ วางไข่ครั้งละ 2 &#8211; 4 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่นาน 29 &#8211; 31 วัน
ลักษณะ
เหยี่ยวแดงมีสีที่ตัดกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งตัวจะมีสีน้ำตาลแดงยกเว้นที่หัวและอกมีสีขาว ปลายปีกมีสีดำ ขามีสีเหลือง ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้มีความยาวจากปลายปีกจดปลายหาง 51 ซม. ตัวผู้ยาว 43 ซม. นกวัยอ่อนมีสีน้ำตาลแกมดำคล้ายกับเหยี่ยวดำ แต่มีสีจางกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="เหยี่ยวแดง" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/7b/Brahminy_kite.jpg/789px-Brahminy_kite.jpg" alt="" width="442" height="335" /></p>
<p><strong>เหยี่ยวแดง (อังกฤษ: Brahminy Kite หรือ Red-backed Sea-eagle)</strong> เป็นนกล่าเหยื่อขนาดกลางในวงศ์ Accipitridae สามารถพบได้ในอนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ ประเทศออสเตรเลีย</p>
<p><strong>พฤติกรรม<br />
</strong><br />
<em><strong>เหยี่ยวแดง</strong></em>ชอบบินอยู่ตัวเดียวหรือ เป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เมื่อพบอาหารมันจะบินเป็นวงกลม พร้อมกับบินดิ่งควงลงมา โฉบอาหารนั้นขึ้นไปกินบนต้นไม้สูงซึ่งอยู่ใกล้ ๆ อาหารได้แก่ กบ เขียด งู นก แมลง หนู ลูกเป็ด ลูกไก่ สัตว์เลื้อยคลานเล็ก ๆ เหยี่ยวแดง ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อน ทำรังตามกิ่งไม้ใกล้แหล่งน้ำ วางไข่ครั้งละ 2 &#8211; 4 ฟอง ไข่สีขาวไม่มีลวดลายใดๆ ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่นาน 29 &#8211; 31 วัน</p>
<p><strong>ลักษณะ</strong></p>
<p><em><strong>เหยี่ยวแดง</strong></em>มีสีที่ตัดกันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งตัวจะมีสีน้ำตาลแดงยกเว้นที่หัวและอกมีสีขาว ปลายปีกมีสีดำ ขามีสีเหลือง ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้มีความยาวจากปลายปีกจดปลายหาง 51 ซม. ตัวผู้ยาว 43 ซม. นกวัยอ่อนมีสีน้ำตาลแกมดำคล้ายกับเหยี่ยวดำ แต่มีสีจางกว่า ปีกสั้น และ หางมน</p>
<p><em><strong>เหยี่ยวแดง</strong></em>มีขนาดพอๆกับเหยี่ยวดำและมีลักษณะการบินที่คล้ายกันจากมุมปีก แต่มันมีปลายหางมนเหมือนกับนกในสกุล Milvus ขณะที่เหยี่ยวดำมีหางเป็นแฉก นกทั้งสองสกุลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก</p>
<p><strong>การกระจายพันธุ์และสถานะการอนุรักษ์</strong></p>
<p><strong>เหยี่ยวแดง</strong>สามารถพบได้ในประเทศศรีลังกา, ประเทศอินเดีย, ประเทศปากีสถาน, ประเทศบังกลาเทศ, และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางใต้ไปได้ไกลถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์, ประเทศออสเตรเลีย เป็นนกประจำถิ่น แต่อาจมีการย้ายถิ่นตามฤดูกาลตามปริมาณน้ำฝนในบางบริเวณของพิสัย</p>
<p>ส่วนใหญ่จะพบในที่ราบแต่บางครั้งพบที่ระดับความสูง 5000 ฟุตในเทือกเขาหิมาลัย</p>
<p><strong>เหยี่ยวแดง</strong>ถูกประเมินเป็นความเสี่ยงต่ำในบัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ นกชนิดนี้มีแนวโน้มที่จะลดจำนวนลง อย่างเช่นใน ชวา</p>
<p>จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-backed-sea-eagle.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นกร่อนทะเลหางแดง &#8211; Red-tailed Tropicbirdis</title>
		<link>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-tailed-tropicbirdis.html</link>
		<comments>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-tailed-tropicbirdis.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Nov 2011 18:53:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TenTen</dc:creator>
				<category><![CDATA[นกทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[นกนวลหางยาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.birdencyclopedias.com/?p=114</guid>
		<description><![CDATA[
นกร่อนทะเลหางแดง หรือ นกนวลหางยาว (อังกฤษ: Red-tailed Tropicbirdis) เป็นนกทะเลที่พบในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในกลุ่มนกร่อนทะเลที่พบเห็นได้ยากแต่ยังมีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้างจึงยังไม่จัดว่าถูกคุกคาม อยู่เป็นอาณานิคมทำรังวางไข่บนเกาะกลางทะเล

พฤติกรรมและการกระจายพันธุ์
นกร่อนทะเลหางแดงทำรังบนเกาะในมหาสมุทรเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่จากหมู่เกาะฮาวายถึงเกาะอีสเตอร์และข้ามไปถึงประเทศมอริเชียสและเรอูนียง มีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง เคยมีการพบนกที่ใส่ห่วงขาจากฮาวายไกลถึงประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์ มีพิสัยจากทะเลแดงถึงประเทศนิวซีแลนด์และประเทศชิลี
นกมักเลือกอะทอลล์เป็นที่ทำรัง โดยทำรังใต้พุ่มไม้ (หรือร่องหินปูน) นกร่อนทะเลหางแดงหากินไกลฝั่งตัวเดียว ว่ายน้ำ ดำน้ำได้ กินปลาเป็นอาหาร ส่วมมากเป็นปลาบินและหมึก
ลักษณะ
นกร่อนทะเลหางแดงคล้ายนกนางนวลแกลบและมีลักษณะใกล้เคียงกับนกร่อนทะเลอีก 2 ชนิดที่เหลือ ยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 46.0-48.0 ซม.นกที่โตเต็มวัยแล้วมีขนหางคู่กลางยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก ปากหนาแหลมและแข็งแรง แบนข้าง สันปากบนโค้งลงเล็กน้อย ขอบปากบนหยักเป็นฟันเลื่อย ความยาวของปากไล่เลี่ยกับความยาวของหัว หัวโต คอสั้น ใต้คอเป็นหนังเปลือยเปล่า รูจมูกเป็นรูปรี
ปีกยาว แข็งแรงและปลายปีกแหลม หางเป็นรูปลิ่ม ขนปลายปีกมี 11 เส้น ขาสั้นและอยู่ค่อนไปทางด้านท้ายของลำตัว นิ้วเท้าทั้งสี่หันไปข้างหน้าและมีแผ่นพังผืดขึงระหว่างนิ้วทั้งสี่ตลอดความ ยาวของนิ้ว แต่นิ้วที่ 1 (นิ้วหัวแม่เท้า) อยู่สูงกว่านิ้วอื่น เล็บโค้งแหลมคมโผล่พ้นแผ่นพังผืดออกมา
ลำตัวสีขาวอาจปนสีชมพูจางๆ ขนหางคู่บนสุดยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก สีชมพูเข้มหรือแดง มีแถบสีดำขวางปากทางด้านหน้าของรูจมูก ม่านตาสีน้ำตาลเข้ม มีแต้มสีดำที่โคนปีกและสีข้าง และมีแถบสีดำพาดผ่านตา ขาและโคนนิ้วเท้าสีฟ้าอ่อน ที่เหลือสีดำ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter" title="นกร่อนทะเลหางแดง" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e0/Re-tail.jpg/243px-Re-tail.jpg" alt="" width="243" height="305" /></p>
<p><strong>นกร่อนทะเลหางแดง หรือ นกนวลหางยาว (อังกฤษ: Red-tailed Tropicbirdis) เป็นนกทะเลที่พบในมหาสมุทรอินเดีย</strong>และมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในกลุ่มนกร่อนทะเลที่พบเห็นได้ยากแต่ยังมีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้างจึงยังไม่จัดว่าถูกคุกคาม อยู่เป็นอาณานิคมทำรังวางไข่บนเกาะกลางทะเล<br />
<strong><br />
พฤติกรรมและการกระจายพันธุ์</strong></p>
<p>นกร่อนทะเลหางแดงทำรังบนเกาะในมหาสมุทรเป็นอาณานิคมขนาดใหญ่จากหมู่เกาะฮาวายถึงเกาะอีสเตอร์และข้ามไปถึงประเทศมอริเชียสและเรอูนียง มีการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง เคยมีการพบนกที่ใส่ห่วงขาจากฮาวายไกลถึงประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์ มีพิสัยจากทะเลแดงถึงประเทศนิวซีแลนด์และประเทศชิลี</p>
<p>นกมักเลือกอะทอลล์เป็นที่ทำรัง โดยทำรังใต้พุ่มไม้ (หรือร่องหินปูน) นกร่อนทะเลหางแดงหากินไกลฝั่งตัวเดียว ว่ายน้ำ ดำน้ำได้ กินปลาเป็นอาหาร ส่วมมากเป็นปลาบินและหมึก</p>
<p><strong>ลักษณะ</strong></p>
<p>นกร่อนทะเลหางแดงคล้ายนกนางนวลแกลบและมีลักษณะใกล้เคียงกับนกร่อนทะเลอีก 2 ชนิดที่เหลือ ยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 46.0-48.0 ซม.นกที่โตเต็มวัยแล้วมีขนหางคู่กลางยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก ปากหนาแหลมและแข็งแรง แบนข้าง สันปากบนโค้งลงเล็กน้อย ขอบปากบนหยักเป็นฟันเลื่อย ความยาวของปากไล่เลี่ยกับความยาวของหัว หัวโต คอสั้น ใต้คอเป็นหนังเปลือยเปล่า รูจมูกเป็นรูปรี</p>
<p>ปีกยาว แข็งแรงและปลายปีกแหลม หางเป็นรูปลิ่ม ขนปลายปีกมี 11 เส้น ขาสั้นและอยู่ค่อนไปทางด้านท้ายของลำตัว นิ้วเท้าทั้งสี่หันไปข้างหน้าและมีแผ่นพังผืดขึงระหว่างนิ้วทั้งสี่ตลอดความ ยาวของนิ้ว แต่นิ้วที่ 1 (นิ้วหัวแม่เท้า) อยู่สูงกว่านิ้วอื่น เล็บโค้งแหลมคมโผล่พ้นแผ่นพังผืดออกมา</p>
<p>ลำตัวสีขาวอาจปนสีชมพูจางๆ ขนหางคู่บนสุดยื่นยาวเลยขนหางคู่อื่นออกไปมาก สีชมพูเข้มหรือแดง มีแถบสีดำขวางปากทางด้านหน้าของรูจมูก ม่านตาสีน้ำตาลเข้ม มีแต้มสีดำที่โคนปีกและสีข้าง และมีแถบสีดำพาดผ่านตา ขาและโคนนิ้วเท้าสีฟ้าอ่อน ที่เหลือสีดำ</p>
<p>จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-tailed-tropicbirdis.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นกชนหิน &#8211; Helmeted Hornbill</title>
		<link>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-helmeted-hornbill.html</link>
		<comments>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-helmeted-hornbill.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Nov 2011 18:45:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TenTen</dc:creator>
				<category><![CDATA[นกเกาะคอน]]></category>
		<category><![CDATA[นกเงือก]]></category>
		<category><![CDATA[นกชนหิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.birdencyclopedias.com/?p=112</guid>
		<description><![CDATA[
นกชนหิน (Helmeted Hornbill) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก พบในประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว
ลักษณะ
นกเงือกชนิดนี้มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ ตรงที่สันบนจะงอยปากใหญ่หนาเนื้อในสีขาวคล้ายงาช้าง และมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่น ๆ ออกไปมากถึง 50 เซนติเมตร นกตัวผู้มีขนาดลำตัวยาวจากปลายจะงอยปากถึงปลายขนหาง 127 เซนติเมตร ขนลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบสีดำพาดขวาง และปลายปีกสีขาวเป็นแถบกว้าง จะงอยปากตอนโคน และบนสันสีแดงคล้ำ ตอนปลายสีเหลืองเรื่อๆ บริเวณลำคอที่ไม่ขนในนกตัวผู้จะมีสีแดงคล้ำ ส่วนนกตัวเมียจะมีสีฟ้าซีดหรือสีฟ้า แต่นกวัยอ่อนเพศผู้ ลำคอจะมีสีแดงเรื่อ ๆ และนกเพศเมียหนังส่วนนี้จะเป็นสีม่วง นอกจากนี้สันบนจะงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางยังเจริญไม่เต็มที่ มีลักษณะสั้นกว่านกโตเต็มวัย
อุปนิสัย
ปกติจะหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำรังในต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่นๆ นกชนหินมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยนกตัวผู้จะร้องติดๆกันดัง ตู๊ก…ตู๊ก ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดต่อกันยาวเสียงร้องจะกระชั้นขั้นตามลำดับ เมื่อจะสุดเสียงเสียงร้องจะคล้ายเสียงหัวเราะประมาณ 4-6 ครั้งเมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร
ถิ่นอาศัยและการกระจายพันธุ์
นกชนหินเป็นนกประจำถิ่นที่พบในป่าดิบชิ้นระดับต่ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="นกชนหิน" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/bb/Helmeted_Hornbill.jpg/243px-Helmeted_Hornbill.jpg" alt="" width="243" height="327" /></p>
<p><strong>นกชนหิน (Helmeted Hornbill) เป็นนกขนาดใหญ่ในวงศ์นกเงือก</strong> พบในประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว</p>
<p><strong>ลักษณะ</strong></p>
<p>นกเงือกชนิดนี้มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ ตรงที่สันบนจะงอยปากใหญ่หนาเนื้อในสีขาวคล้ายงาช้าง และมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่น ๆ ออกไปมากถึง 50 เซนติเมตร นกตัวผู้มีขนาดลำตัวยาวจากปลายจะงอยปากถึงปลายขนหาง 127 เซนติเมตร ขนลำตัวสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางสีขาวมีแถบสีดำพาดขวาง และปลายปีกสีขาวเป็นแถบกว้าง จะงอยปากตอนโคน และบนสันสีแดงคล้ำ ตอนปลายสีเหลืองเรื่อๆ บริเวณลำคอที่ไม่ขนในนกตัวผู้จะมีสีแดงคล้ำ ส่วนนกตัวเมียจะมีสีฟ้าซีดหรือสีฟ้า แต่นกวัยอ่อนเพศผู้ ลำคอจะมีสีแดงเรื่อ ๆ และนกเพศเมียหนังส่วนนี้จะเป็นสีม่วง นอกจากนี้สันบนจะงอยปากจะมีขนาดเล็กกว่า และขนหางยังเจริญไม่เต็มที่ มีลักษณะสั้นกว่านกโตเต็มวัย</p>
<p><strong>อุปนิสัย</strong></p>
<p>ปกติจะหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งพบว่ากินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำรังในต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่นๆ นกชนหินมีเสียงร้องที่ไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยนกตัวผู้จะร้องติดๆกันดัง ตู๊ก…ตู๊ก ทอดเป็นจังหวะ ร้องติดต่อกันยาวเสียงร้องจะกระชั้นขั้นตามลำดับ เมื่อจะสุดเสียงเสียงร้องจะคล้ายเสียงหัวเราะประมาณ 4-6 ครั้งเมื่อตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร</p>
<p><strong>ถิ่นอาศัยและการกระจายพันธุ์</strong></p>
<p>นกชนหินเป็นนกประจำถิ่นที่พบในป่าดิบชิ้นระดับต่ำ พบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีลงมาทางใต้จนถึงประเทศมาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว</p>
<p><strong>สถานการอนุรักษ์</strong></p>
<p>ปัจจุบันนกชนหินจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และอนุสัญญาไซเตส จัดเอาไว้ในบัญชีที่ 1 นกชนหินถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาสันบนจะงอยปากบนไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับที่มีคุณค่าสูงมาก และจากการสูญเสียแหล่งอาศัย จำนวนประชากรจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกบริเวณที่อาศัย</p>
<p>จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99-helmeted-hornbill.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นกหงส์หยก &#8211; Budgerigar</title>
		<link>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-budgerigar.html</link>
		<comments>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-budgerigar.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Mar 2011 06:21:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TenTen</dc:creator>
				<category><![CDATA[นกสวยงาม]]></category>
		<category><![CDATA[นกเกาะคอน]]></category>
		<category><![CDATA[Lovebird]]></category>
		<category><![CDATA[นกหงส์หยก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.birdencyclopedias.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[


นกหงส์หยก (อังกฤษ: Budgerigar) เป็นนกขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ นกหงส์หยก อยู่ตามทุ่งหญ้าทั่วไปในออสเตรเลีย ปัจจุบันมักเรียกสั้นลงว่า บั๊ดจี้ส์ (Budgies) และ Parakeet ก่อนหน้ามีผู้เข้าใจ ว่านกนี้อยู่ในจำพวก Lovebird แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าเป็นคนละชนิดกัน ชื่อเรียก Budgerigar เป็นชื่อซึ่งเพี้ยนมาจากสำเนียงพื้นเมืองในออสเตรเลียที่เรียกว่า Betcherrygah แปลว่าอาหารดี หรือกินอร่อย บุคคลแรกที่ได้ศึกษาและนำเรื่องราวในฐานะเป็นนกใหม่ เป็นนักสัตวศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ กูลด์ (Gould) ซึ่งได้เข้าไปศึกษาชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ต่างๆ ในออสเตรเลีย เมื่อ 110 ปีที่แล้ว
ชนิดและสี
สีขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของนกหงส์หยกชนิดธรรมดาได้แก่ สีเขียว(Green) สีฟ้า(Blue) สีเหลือง(Yellow) และขาว สีที่กล่าวมาแต่ละสีมีชื่อเรียกแยกออกไปตามความอ่อนแก่ของ สี โดยแยกเป็นน้ำหนักสีคือ อ่อน , กลาง และ แก่
นอกจากสีธรรมดาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอีก 3 ชนิดที่ควรทราบคือ
* โอแพล์ลิน (Opaline) ชนิดสีนี้มิได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นสีใดโดยเฉพาะ แต่จะมีลักษณะเป็น ที่สังเกตุดังนี้ บนคอ ใต้คอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/7c/Wellensittich_maennchen_wildfarben.jpg/243px-Wellensittich_maennchen_wildfarben.jpg" alt="นกหงส์หยก" /><br />
<strong><br />
</strong></p>
<p><strong>นกหงส์หยก (อังกฤษ: Budgerigar) เป็นนกขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม</strong> ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ นกหงส์หยก อยู่ตามทุ่งหญ้าทั่วไปในออสเตรเลีย ปัจจุบันมักเรียกสั้นลงว่า บั๊ดจี้ส์ (Budgies) และ Parakeet ก่อนหน้ามีผู้เข้าใจ ว่านกนี้อยู่ในจำพวก Lovebird แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าเป็นคนละชนิดกัน ชื่อเรียก Budgerigar เป็นชื่อซึ่งเพี้ยนมาจากสำเนียงพื้นเมืองในออสเตรเลียที่เรียกว่า Betcherrygah แปลว่าอาหารดี หรือกินอร่อย บุคคลแรกที่ได้ศึกษาและนำเรื่องราวในฐานะเป็นนกใหม่ เป็นนักสัตวศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ กูลด์ (Gould) ซึ่งได้เข้าไปศึกษาชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ต่างๆ ในออสเตรเลีย เมื่อ 110 ปีที่แล้ว</p>
<p><strong>ชนิดและสี</strong></p>
<p>สีขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของนกหงส์หยกชนิดธรรมดาได้แก่ สีเขียว(Green) สีฟ้า(Blue) สีเหลือง(Yellow) และขาว สีที่กล่าวมาแต่ละสีมีชื่อเรียกแยกออกไปตามความอ่อนแก่ของ สี โดยแยกเป็นน้ำหนักสีคือ อ่อน , กลาง และ แก่</p>
<p>นอกจากสีธรรมดาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอีก 3 ชนิดที่ควรทราบคือ</p>
<p>* โอแพล์ลิน (Opaline) ชนิดสีนี้มิได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นสีใดโดยเฉพาะ แต่จะมีลักษณะเป็น ที่สังเกตุดังนี้ บนคอ ใต้คอ และตรงขอบปีกติดกับไหล่จะไม่มีลายหรือจุด และจะต้องมีสีเหมือนกับ สีของลำตัว สีพื้นของปีก(มีลาย) ก็มีสีประมาณเป็นสีเดียวกับลำตัวเช่นเดียวกัน (นกชนิดธรรมดา ตัวเขียวจะมีหัวเหลือง ใต้คอเหลือง มัจุด 6 จุด และพื้นปีกก็เป็นสีเหลือง)<br />
* เผือก อัลบิโนส์ (Albinos) ลักษณะที่สังเกตคือ สีตลอดตัวจะประมาณได้เป็นสีเดียว เริ่ม ตั้งแต่ขาวปลอดทั้งตัวหรือมีสีค่อนไปทางสีฟ้า<br />
* ลูติโนส์ (Lutinos)เป็นนกที่มีสีเหลืองปลอด หรือมีสีค่อนไปทางเขียวทั้ง 2 ชนิด คือขาว และเหลืองนี้ ลักษณะสำคัญที่เห็นได้ชัดคือต้องมี นัยน์ตาสีแดง</p>
<p><strong>ลักษณะ</strong></p>
<p>นก หงษ์หยก เป็นนกที่มีขนาดเล็ก มีลวดลาย และสีสันที่สวยงาม และสามารถแยกออกเป็นหลายพันธุ์ในตระกูลเดียวกัน นกหงษ์หยกเป็นนกที่ชอบแต่งตัวและรักสะอาด ชอบแต่งขนหน้ากระจก เราควรมีกระจกให้แก่นกด้วย โดยให้กระจกเหมาะสมกับจำนวนของนก บางครั้งเราควรที่ใช้ฟร็อคกี้ หรือ ที่ฉีด ฉีดน้ำให้เป็นฟอยๆกระจาย นกจะมาเล่นน้ำเพื่อทำความสะอาดขน และก็จะแต่งขน ซึ่งจะทำให้นกมีขนที่สวยงาม</p>
<p><strong>การดูเพศนก</strong></p>
<p>การดูเพศของนกนั้นไม่ยากเลย สามารถที่จะสังเกตได้ ไม่ยาก โดยดูที่จมูกของนก ในนกตัวผู้เมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกนกจะเป็นสีฟ้าเข้ม และในนกตัวเมียนั้นจมูกของนกเมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกของนกจะมีสีออกเป็นสีเนื้อหรือสีน้ำตาลเข้ม สีดังกล่าวจะ เข้มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออยู่ในระยะผสมพันธุ์</p>
<p>นกหงษ์หยกจะจับคู่เมื่อมันพร้อมที่จะผสมพันธุ์ โดยสังเกตได้จาก นกอยู่กันเป็นคู่ ไซร้ขนให้กัน จะคอยป้อนอาหารให้กัน</p>
<p>นก หงษ์หยกสามารถเลี้ยงดูได้ง่าย ส่วนมากนิยมเลี้ยงกันในกรงขนาดใหญ่พอที่ นกสามารถบินได้ และต้องมีขนาดให้พอเหมาะกับจำนวนของนกด้วย ตำแหน่งการตั้งกรงนั้นไม่ควร ตั้งไว้ในที่ๆมีอากาศร้อน หรือที่มีลมโกรกมาก ควรไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อาหารและน้ำของต้องมีให้นกกินทุกวัน และควรเปลี่ยนอาหารและน้ำทุกวัน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอาจเป็นแหล่งเพราะโรค ของนกได้</p>
<p>โดย ธรรมชาติ นกหงส์หยกจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ฉะนั้นถ้าเลี้ยงรวมในกรงใหญ่ เครื่องเล่นต่างๆอาจ ไม่จำเป็น แต่ถ้าเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือคู่เดียว เครื่องเล่นต่างๆก็ไม่อาจมองข้าม นอกจากอุปกรณ์เช่น ถ้วย หรือจานสำหรับใส่อาหาร น้ำ ผัก ทราย ที่ทุกกรงจะขาดไม่ได้และควรมี และ Clofood (อาหารที่มี ส่วนผสมของขนมปัง ไข่ และธาตุที่มีประโยชน์อื่นๆ)</p>
<p><strong>อาหารของนกหงส์หยก</strong></p>
<p>* ข้าวฟ้าง คืออาหารหลักของนกหงษ์หยก ซื้อได้ตามร้านค้าทั้วไปปัจจุบันอยู่ที่ ราคาประมาณ ถุงละ 20 บาท เป็นเมล็ดพืชเมล็ดเล็ก ๆ ควรซื้อแบบที่แบ่งขายใส่ถุง มากกว่า เพราะจะทำให้อาหารดูสด และป้องกันฝุ่นได้<br />
* เมล็ดกวด แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนกเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผู้เขียน คิดว่าสำคัญมากเพราะเมล็ดกวดหรือแคลเซียม(กระดองปลาหมึก)จะช่วยย่อยอาหาร ในลูกนกถ้าขาดของพวกนี้อาจจะมีอาการผิดปกติ ไม่แข็งแรง หรือตายได้ เมล็ดกรวด อาจจะนำมาจากทรายก็ได้แต่ควรล้างด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) อาจจะหาซื้อได้ในร้านที่ขายนกร้านใหญ่ หรืออาจจะหาซื้อได้ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาไม่หน้าแพงมาก ขายอยู่ที่ราคาประมาณ อันละ 5 บาทซึ่งมีขนาดใหญ่<br />
* ผักใบเขียว เป็นตัวบำรุง นกที่สำคัญ เช่น กระหล่ำดอก คะน้า ผักกาดเขียว ผักบุ้ง เป็นต้น และต้องล้างให้สะอาดด้วยเพื่อป้องกันยาฆ่าแมลง<br />
* น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่นกจะขาดไม่ได้เลย ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะถ้านกที่เป็นโรคขี้ลงไปอาจทำให้เป็นที่เพาะเชื้อโรค ถ้านกตัวอื่นกินเข้าไปอาจพากันติดกันหมดทั้งกรงได้</p>
<p><strong>การผสมพันธุ์</strong></p>
<p>ใน การผสมพันธุ์ของนกนั้น เราจำเป็นต้องหาพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง และที่สำคัญ ไม่ควรนำนกจากครอกเดียวกันมาผสมกัน เพราะจะทำให้สายเลือดชิดกัน ทำให้ลูกนกที่ได้จะไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย และอาจตายตั้งแต่อยู่ในรัง</p>
<p>นกหงส์หยกจะวางไข่ ได้ทุกฤดูกาล การสังเกตว่านกพร้อมและอยู่ในระยะของการผสมหรือไม่นั้นคือ นกตัวเมียและตัวผู้จะบินคู่ตามกับไป ถ้าอยู่ในกรงที่เลี้ยงรวมกันมาก นกทั้งคู่จะปลีกตัวออกจาก นกตัวอื่นๆ และบินไปเกาะเคล้าเคลียส่งเสียงร้องอยู่มุมใดมุมหนึ่งของกรง นกตัวผู้จะเริ่มหัดขยอกอาหารออก จากปากเลี้ยงดูนกตัวเมีย และเมื่อนกตัวผู้บินออกห่าง นกตัวเมียจะส่งเสียงร้องเรียก นกหงส์หยกจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 1 ปี หรือ เมื่อนกตัวเมียอายุได้ 11 เดือน ตัวผู้อายุ 10 เดือน ทั้งนี้แล้วแต่สุขภาพของนก</p>
<p>เรา ควรหารัง เพื่อให้นกเข้าไปวางไข่ รังนก มี 2 แบบ คือ แบบกล่องไม้ ซึ้งมีเนื้อนิ่มประกอบเข้าเป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 5 1/2&#8243;ยาวประมาณ 7 1/2&#8243; และสูงประมาณ 6-7 นิ้ว ด้านหน้าจะมีรูกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2&#8243;-2&#8243; เพื่อเป็นทางเข้าออกของแม่นก ต่ำกว่ารูลงประมาณ 2&#8243; จะมีคอน เล็กๆขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1/2&#8243; เสียบติดยื่นออกมาประมาณ 4&#8243; พื้นตอนในของรังฟักควรขุดเป็นแอ่ง กลมมีความเรียบลึกขนาดพอสมควรแอ่งนี้จะช่วยให้ไข่อยู่รวมกัน ไม่กะจัดกะจาย และรังอีกแบบหนึ่งคือ แบบลูกมะพร้าว ขอแนะนำให้ใช้ลูกมะพร้าว เพราะจะทำให้นกรูปทรงดีขาไม่ถ่าง เมื่อเทียบกับการใช้กล่องไม้ แต่ข้อเสียของลูกมะพร้าวคือ การทำความสะอาดจะลำบากเมื่อมีน้ำเข้า จะไปผสมกับ ขี้นก เมื่อแห้งมันจะแข็งถ้ามีลูกนกอยู่ด้วยจะทำให้ลูกนกติดอยู่กับในนั้นด้วย ก็เปรียบเหมือนปูนซีเมนต์ ดี ดี นี่เอง ภายในแอ่งนอกจากความ เรียบร้อยแล้ว หญ้าหรือฟางรองรัง ไม่เป็นสิ่งที่นกหงส์หยกพึงปรารถนาเลย</p>
<p>เมื่อ นกผสมพันธุ์กัน แล้วประมาณ 8 วันนกจะวางไข่ใบแรก และจะวางไข่ใบต่อไป แบบวันเว้นวัน ในแต่ล่ะครอกนกจะวางไข่เฉลี่ยประมาณ 4-8 ฟอง หรืออาจมากกว่า ขึ้นอยู่ความสมบูรณ์ของนก จากนั้นประมาณ 18-20 วันลูกนกก็จะเริ่มใช้ปากจิกเปลือกไข่ออกมา</p>
<p>ลูก นกจะเริ่มโผล่ออกมาจากรังเมื่อมีอายุประมาณ 4-5 สัปดาห์ ช่วงนี้ขนนกจะขึ้นเต็มที่ ช่วงนี้อย่าพึ่งแยกลูกนกออกจากกรง ปล่อยให้พ่อและแม่นกป้อนอาหารให้ อีกประมาณ 7 วันจึงแยกมันออก ก่อนลูกนกตัวสุดท้ายจะออกจากรัง แม่นกจะเริ่มวางไข่ ชุด ต่อไป ถ้ารังนั้น ยังมีสภาพดีอยู่</p>
<p><strong>ยารักษาโรค</strong></p>
<p>ท้องเสีย &#8212; ใช้ยา parastop ซองสีฟ้า ควรให้สัก 7 วันให้ครบโดส ระวังปริมาณอย่าใส่มากเกินควรดูตามซองระบุมา หรือ ยาซุปเปอร์เบิร์ด เป็นหลอด หยอดใส่ปากหยดสองหยดเดี๋ยวก็หาย ถ้าเป็นมาอาเจียนด้วย ก็ผสมผงเกลือแร่ใส่น้ำใส่แต่น้อยนะครับให้กิน บางตัวเป็นจนเท้าซีดผอมเกือบหมดแรงแล้ว ถ้าไม่ยอมรับอาหารและยาก็คงต้องจับหยอดกันทีละนิดละหน่อยตรงมุมปากถ้าขาดน้ำ มากๆจะแย่<br />
หนังสืออ้างอิง เรื่องนกหงส์หยก</p>
<p>1. ช้างน้อย. นกหงส์หยก / ช้างน้อย. กรุงเทพฯ : ชมรมผู้นิยมนกกรุงเทพฯ&#8217;33, [253-?]<br />
2. ช้างน้อย. นกหงส์หยก / โดย ช้างน้อย. นนทบุรี : ฐานเกษตรกรรม, 2542<br />
3. สกุณา. ตำราเลี้ยง-ผสมพันธุ์ และฝึกนกหงส์หยก / สกุณา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียงธรรม ประทีป, 2522</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/article/poultry/l_bir/zebra_parakeet_n.htm">http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/article/poultry/l_bir/zebra_parakeet_n.htm</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.birdencyclopedias.com/%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-budgerigar.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นกเขาใหญ่ &#8211; Spotted Dove</title>
		<link>http://www.birdencyclopedias.com/spotted-dove.html</link>
		<comments>http://www.birdencyclopedias.com/spotted-dove.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Oct 2010 12:29:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>TenTen</dc:creator>
				<category><![CDATA[นกเขา]]></category>
		<category><![CDATA[นกเขาหลวง]]></category>
		<category><![CDATA[นกเขาใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.birdencyclopedias.com/?p=100</guid>
		<description><![CDATA[
นกเขาใหญ่ หรือ นกเขาหลวง (อังกฤษ: Spotted Dove หรือ Spotted Turtle Dove) เป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกเขา มีถิ่นอาศัยในเอเชียทางใต้จากประเทศปากีสถาน อินเดีย และ ศรีลังกา ทางตะวันออกถึงตอนใต้ของประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นกเขาใหญ่ยังรู้จักกันในชื่อ Chinese Dove, Mountain Dove, หรือ Lace-necked Dove
เป็นนกชนิดที่พบบ่อยและแพร่หลายในป่าเปิด พื้นที่การเกษตร และ ในเมือง มันถูกนำเข้าสู่รัฐฮาวายและตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีการนำนกเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์, ประเทศฟิลิปปินส์, ทางเหนือของประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์ ในประเทศออสเตรเลียนกถูกนำเข้ามาที่เมลเบิร์นในคริสต์ทศวรรษที่ 1860 และมีการกระจายพันธุ์แทนที่นกเขาพื้นเมือง
นกเขาใหญ่มีหางยาว ลำตัวเพรียว ยาว 28-32 ซม. มีสีน้ำตาลอมแดง ขนปีกออกดำมีขอบสีเทาด้านใน หน้าและท้องส่วนล่างมีสีเทา มีแถบสีดำจุดขาวคาดบริเวณคอด้านหลังซึ่งไม่พบในนกวัยอ่อน ขาสีแดง
นกเขาใหญ่กินเมล็ดธัญพืชเป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งนา ป่าโปร่ง แหล่งที่มีการเพาะปลูกพืชไร่ มักอยู่เป็นคู่และขันคูในตอนเช้าเย็น มักลงมาหากินตามพื้นดิน เวลาขันจะมีเสียงไพเราะ คนจึงนิยมนำนกเขาชนิดนี้มาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/a7/Spotted_Dove_%28Streptopelia_chinensis%29_on_a_Kapok_%28Ceiba_pentandra%29_tree_in_Kolkata_W_IMG_3476.jpg" alt="นกเขาใหญ่" width="560" height="382" /></p>
<p><strong>นกเขาใหญ่ หรือ นกเขาหลวง</strong> (อังกฤษ: Spotted Dove หรือ Spotted Turtle Dove) เป็นนกชนิดหนึ่งในวงศ์นกเขา มีถิ่นอาศัยในเอเชียทางใต้จากประเทศปากีสถาน อินเดีย และ ศรีลังกา ทางตะวันออกถึงตอนใต้ของประเทศจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นกเขาใหญ่ยังรู้จักกันในชื่อ Chinese Dove, Mountain Dove, หรือ Lace-necked Dove</p>
<p>เป็นนกชนิดที่พบบ่อยและแพร่หลายในป่าเปิด พื้นที่การเกษตร และ ในเมือง มันถูกนำเข้าสู่รัฐฮาวายและตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีการนำนกเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์, ประเทศฟิลิปปินส์, ทางเหนือของประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์ ในประเทศออสเตรเลียนกถูกนำเข้ามาที่เมลเบิร์นในคริสต์ทศวรรษที่ 1860 และมีการกระจายพันธุ์แทนที่นกเขาพื้นเมือง</p>
<p><strong>นกเขาใหญ่</strong>มีหางยาว ลำตัวเพรียว ยาว 28-32 ซม. มีสีน้ำตาลอมแดง ขนปีกออกดำมีขอบสีเทาด้านใน หน้าและท้องส่วนล่างมีสีเทา มีแถบสีดำจุดขาวคาดบริเวณคอด้านหลังซึ่งไม่พบในนกวัยอ่อน ขาสีแดง</p>
<p><strong>นกเขาใหญ่</strong>กินเมล็ดธัญพืชเป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ตามทุ่งนา ป่าโปร่ง แหล่งที่มีการเพาะปลูกพืชไร่ มักอยู่เป็นคู่และขันคูในตอนเช้าเย็น มักลงมาหากินตามพื้นดิน เวลาขันจะมีเสียงไพเราะ คนจึงนิยมนำนกเขาชนิดนี้มาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ทำรังอยู่บนต้นไม้ใหญ่ โดยใช้กิ่งไม้ขัดสานกันทำให้เป็นแอ่งเพื่อวางไข่ ปกติจะวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง</p>
<p>ข้อมูลและรูปภาพจาก <a href="http://th.wikipedia.org">http://th.wikipedia.org</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.birdencyclopedias.com/spotted-dove.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

